17 สิงหาคม 2560
You are here >   คลังความรู้ > บทความวิชาการ > KM-NEWS
Register  |  Login
 View Article

Current Articles | Categories | Search | Syndication

เซเลเนียมกับความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง

เซเลเนียมกับความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง

                   มะเร็งนับเป็นภัยร้ายที่คุกคามชีวิตผู้คนทั่วโลกอย่างรุนแรง ข้อมูลในปี พ.ศ. 2555 จากองค์การอนามัยโลกแสดงให้เห็นว่า ทั่วโลกมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ประมาณ 14 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งสูงถึง 8.2 ล้านคน จำนวนผู้ป่วยใหม่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 70% ใน 20 ปีต่อไป สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข ได้รายงานว่า ในปี พ.ศ. 2555 มีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ที่มารับบริการที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ 3,917 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2546 ที่มีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่เพียง 2,958 คน โดยมะเร็งที่พบมากสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มะเร็งหลอดลมและปอด แม้ว่าในปัจจุบันจะมีวิธีการรักษามะเร็ง เช่น เคมีบำบัด หรือการฉายรังสี แต่วิธีการรักษาดังกล่าวมีผลข้างเคียงสูง และกระทบต่อคุณภาพชีวิตผู้ป่วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การหาทางเลือกอื่นจึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับนักวิจัย โภชนาการก็นับเป็นทางเลือกหนึ่งที่ได้รับการศึกษาเกี่ยวกับการป้องกันและรักษามะเร็ง

          เซเลเนียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการในปริมาณเล็กน้อย (essential trace mineral) และมีหน้าที่หลักในฐานะส่วนประกอบของเอนไซม์กลูตาไธโอน เปอร์ออกซิเดส ซึ่งช่วยป้องกันเยื่อหุ้มเซลล์จากการ

ถูกทำลายด้วยอนุมูลอิสระ นับเป็นสารอาหารหนึ่งที่ได้รับความสนใจในฐานะตัวป้องกันโรคมะเร็ง ผู้ใหญ่อายุระหว่าง 14-70 ปี ต้องการเซเลเนียมวันละ 55 ไมโครกรัม อาหารที่เป็นแหล่งของเซเลเนียม ได้แก่ เครื่องในสัตว์และอาหารทะเล (0.4-1.5 ไมโครกรัม/น้ำหนักสด 1 กรัม), กล้ามเนื้อสัตว์ (0.1-0.4 ไมโครกรัม/น้ำหนักสด 1 กรัม), ธัญพืช (< 0.1 ถึง > 0.8 ไมโครกรัม/น้ำหนักสด 1 กรัม), ผลิตภัณฑ์จากนม (< 0.1 ถึง 0.3

ไมโครกรัม/วัน) และผักและผลไม้ (< 0.1 ไมโครกรัม/น้ำหนักสด 1 กรัม) ปริมาณเซเลเนียมในพืชขึ้นกับปริมาณเซเลเนียมในดินที่เพาะปลูกพืชนั้น ๆ

กลไกในการป้องกันมะเร็งของเซเลเนียม

นอกเหนือจากฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระโดยการทำงานในฐานะส่วนหนึ่งของกลูตาไธโอน เปอร์ออกซิเดสแล้ว เซเลเนียมอาจจะช่วยป้องกันมะเร็งได้โดยการหยุดการดำเนินวัฏจักรของเซลล์ โดยยับยั้ง cyclin dependent kinase (Cdk) ซึ่งเป็นตัวควบคุมการดำเนินวัฏจักรของเซลล์นอกจากนี้เซเลเนียมยังสามารถเพิ่มการตายของเซลล์มะเร็งได้อีก โดยการกระตุ้น Bax ซึ่งเป็น proapoptotic protein กลไกอื่น ๆ ที่เซเลเนียม สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้อร้าย ได้แก่ ฤทธิ์ต้านการอักเสบและการยับยั้งการสร้างหลอดเลือดมาเลี้ยงเนื้องอก

ผลจากงานวิจัย

งานวิจัยจากในสัตว์ทดลองและในมนุษย์พบความสัมพันธ์เชิงผกผันระหว่างระดับเซเลเนียมในร่างกายและความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง Huang และคณะ ได้ฝังเซลล์ SW480 colon cancer cells ในร่างกายหนูเปลือยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง จากนั้นแบ่งหนูเปลือยออกเป็นกลุ่มที่ได้รับ selenite ซึ่งเป็นสารประกอบเซเลเนียม โดยการฉีดเข้าทางช่องท้องในขนาด 2 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน และกลุ่มควบคุม ผลปรากฏว่าหนูที่ได้รับการฉีด selenite มีปริมาณเนื้องอกต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญการศึกษาทางระบาดวิทยาในชาวเนเธอร์แลนด์เพศชายจำนวน 58,279 คน และเพศหญิงจำนวน 62,573 คน โดยติดตามผู้เข้าร่วมการวิจัยเป็นระยะเวลา 16.3 ปี พบว่าระดับเซเลเนียมในเล็บเท้ามีความสัมพันธ์เชิงผกผันกับความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งหลอดอาหารชนิด ESCC (esophageal squamous cell carcinoma) นอกจากนี้ยังมีการศึกษาทางคลินิกที่นำผู้ที่เคยมีประวัติป่วยเป็นมะเร็งผิวหนังชนิด basal cell carcinoma หรือ squamous cell carcinoma มาแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลองจำนวน 653 คน ได้รับเซเลเนียม 200 ไมโครกรัม และกลุ่มควบคุมที่ได้รับยาหลอกผลปรากฏว่าเซเลเนียมไม่มีผลต่ออุบัติการณ์ของมะเร็งผิวหนังทั้ง 2 ชนิด แต่กลับช่วยลดอุบัติการณ์ของมะเร็งทั้งหมดและการตายจากโรคมะเร็ง

มีการทดลองเสริมเซเลเนียม (ในรูปแบบของอาหารเสริมที่ประกอบด้วย betacarotene 15 มิลลิกรัม, วิตามินซี 200 มิลลิกรัม, วิตามินอี 36 มิลลิกรัม, ไรโบฟลาวิน 4.5 มิลลิกรัม, ไนอาซีน 45 มิลลิกรัม และเซเลเนียมยีสต์ 50 มิลลิกรัม) ในผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ที่ได้รับการรักษาด้วย cisplatin และ cyclophosphamide โดยเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอกซึ่งได้รับอาหารเสริมสูตรที่เหมือนกับสูตรข้างต้นเพียงแต่ไม่มีเซเลเนียม หลังจากผ่านไป 3 เดือน ผลปรากฏว่าการเสริมเซเลเนียมช่วยทำให้กลูตาไธโอน เปอร์ออกซิเดส ทำงานดีขึ้น และลดอาการข้างเคียงจากเคมีบำบัดได้อีกด้วย

          อย่างไรก็ตาม งานวิจัยบางรายงานก็ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างเซเลเนียมกับความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง หรืออาจได้ผลตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ เช่น การศึกษาการป้องกันมะเร็งโดยเซเลเนียมและวิตามินอี (The

Selenium and Vitamin E Cancer Prevention Trial: SELECT) ไม่พบว่าการเสริมเซเลเนียมและ/หรือวิตามินอีจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ปอด และลำไส้ใหญ่หรือการศึกษาทางระบาดวิทยาในอิหร่านที่พบว่า ระดับเซเลเนียมในดินมีสหสัมพันธ์เชิงบวก (positive correlation) กับความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งหลอดอาหาร

สรุป

การศึกษาในปัจจุบันยังไม่สามารถสรุปถึงผลของเซเลเนียมต่อร่างกายได้อย่างชัดเจน จึงควรติดตามผลการศึกษาต่อไป อนึ่ง ถ้าร่างกายได้รับเซเลเนียมมากเกินไป (ปริมาณสูงสุดของเซเลเนียมคือ 400 ไมโครกรัม /วัน ) อาจเกิดความเป็นพิษ ซึ่งมีอาการ ได้แก่ คลื่นไส้อาเจียน เหนื่อยล้า ผมร่วง ท้องร่วง อาการผิดปกติของระบบประสาท เป็นต้น การได้รับเซเลเนียมในปริมาณที่พอเพียงจากอาหารจึงเป็นแนวทางที่ดีที่สุด

 

 

 

ที่มา : The Medical News สรรพสารวงการยา ฉบับที่ 455 ประจำเดือนมีนาคม 2559 หน้าที่ 21

posted @ 27 พฤษภาคม 2559 15:23 by pooky

Previous Page | Next Page

COMMENTS

Rolex Watches: Free Shipping on orders over $45 - Your Online Watches Store! Get 5% in rewards with Club O!

posted @ 21 ตุลาคม 2559 14:52 by replica watches


Click here to post a comment